ความรู้ที่ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ควรรู้

การเป็นช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์นั้น นอกจากต้องมีความรู้ในด้านการติดตั้งแล้ว ควรต้องมีความรู้อื่นๆ ประกอบเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์บางงานที่มีราคาสูงหรือการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ที่ค่อนข้างยากต้องใช้เทคนิคมาก ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ควรมีความรู้ค่อนข้างละเอียดจึงจะสามารถทำงานต่างๆออกมาได้ดีและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสินค้า

หน้าที่ของช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ในการติดตั้งหรือประกอบเฟอร์นิเจอร์จากในแพ็คเกจให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ที่บ้านลูกค้าโดยช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์แต่ละประเภทอย่างถูกต้อง เช่นการทำเฟอร์นิเจอร์ บิ๊วอิน (Built in furniture) ว่าจะต้องเลือกชนิดของไม้โครง ไม้โครงมีทั้งเนื้ออ่อน เนื้อแข็ง การเลือกใช้ควรเลือกประเภทไม้เนื้อแข็ง เพราะมีความเหนียวและแข็งแรงกว่าการอาบน้ำยากันปลวก ถึงแม้ว่าโรงงานผู้ผลิตจะอบน้ำยามาให้แล้วก็ตามไม้ ช่างจะทาน้ำยากันปลวกทุกด้านของไม้โครง เพื่อความมั่นใจ น้ำยากันปลวกมีแบบสีใส และสีน้ำตาลดำ หากมีเวลาดูช่างทำงาน โดยช่างขึ้นชิ้นงานที่หน้างานเลยก็สามารถใช้น้ำยากันปลวกสีใสได้ แต่ถ้าช่างขึ้นงานที่โรงงานของช่างเอง ก็ให้ใช้น้ำยากันปลวกสีน้ำตาลดำ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าทาน้ำยาเรียบร้อยแล้ว  ส่วนโครงประเภทสักจ๊อยจะเป็นสักสวนป่า โครงไม้เนื้ออ่อน ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์หลายคนเข้าใจว่าปลวกไม่กิน แต่จริงๆ แล้วปลวกกินเพราะไม้สักสวนป่านั้นยังมีเนื้อที่อ่อนอยู่มาก ถ้าต้องการโครงไม้ที่ปลวกไม่กินเลยต้องเลือกไม้โครงสักเนื้อหรือสักแท้ แต่มีราคาแพงกว่าไม้โครงทั่วไป 3-4 เท่าประกอบโครงไม้ แล้วยิงตะปูยึดไม้อัดหน้า-หลัง เข้ากับโครงไม้ แล้วขึ้นประกอบเป็นตู้ ขั้นตอนนี้ช่างจะเช็คระยะต่างๆให้ได้ดิ่งได้ฉาก  การเลือกใช้ไม้อัดก็ขึ้นอยู่กับสีสัน ลายไม้ที่ต้องการ หากต้องการงานสีพ่นก็สามารถเลือกใช้ไม้อัดยางได้ ราคาไม่แพงเพราะไม่ต้องการให้โชว์ลายแต่ต้องการสีที่เรียบ หากต้องการลายไม้ธรรมชาติก็สามารถเลือกไม้อัดสัก ไม้อัดแอช ตามลายไม้ที่ต้องการประกอบขึ้นเป็นตู้ต่างๆ  ขั้นตอนนี้ช่างจะเริ่มประกอบร่างและยึดติดเข้ากับพื้นที่  หาผนังล้ม ไม่ได้ดิ่งหรือฉาก ช่างจะเสริมไม้แผ่นริมเพื่ออุดร่องระหว่างตู้ที่ได้ฉากกับผนังที่ล้ม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งควรจะตรวจสอบและแก้ไขกันตั้งแต่ก่ออิฐผนังการทำสี หรือปิดผิว การทำสีก็มีหลายรูปแบบหลายราคา ตั้งแต่สีด้านธรรมดา สี Hi-Gross  สีธรรมชาติ

นอกจากนี้ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ ควรมีความรู้เกี่ยวกับการพ่นสีด้วย บางครั้งช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์อาจไม่ต้องลงมือทำเอง แต่ก็ควรมีความรู้ด้านนี้ไว้ด้วยเช่นกัน ในการพ่นสีควรทราบว่ามีการพ่นสีแบบด้านหรือกึ่งเงากึ่งด้าน จะต้องเลือกใช้ไม้อัดเกรด AA เสี้ยนจะน้อยไม่เป็นคลื่น นำมาขัดโป๊วลงไปในเสี้ยน เพื่อให้งานเรียบลื่น กลบเสี้ยนไม้  ขัดด้วยกระดาษทราย เมื่อชิ้นงานเรียบร้อยแล้วก็นำมาพ่นสีรองพื้น แล้วนำมาพ่นทับด้วยสีจริง  ขั้นตอนสุดท้ายจะใช้ทินเนอร์ผสมแลคเกอร์พ่นทับ ก็จะได้ชิ้นงานสีพ่นที่ดูเรียบร้อยสวยงาม การใช้สีพ่น Hi-Gloss  จริงๆแล้ว คำว่า “ไฮกรอส” เป็นคำเรียกลักษณะสี ที่มีความเงา 100 % และเนื้อสีใสเหมือนกระจก เท่านั้น การพ่นด้วยโพลีเอทธิรีนPE (Polyethylene high-gloss) เริ่มแรก มาจาก ในวงการโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว เริ่มมีต้องการสินค้า ที่มีความเงา 100% เนื้อสีใส และสามารถทนรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี (ความเงา 100 % สามารถทำได้นานแล้ว ติดแค่กระบวนการทำให้เนื้อสีใส) สำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ ที่ใช้ภายในโรงแรมต่างประเทศ (ขณะนั้น เป็นพิมพ์นิยม) จึงเริ่มพัฒนา สี PE ที่มีคุณสมบัติปกป้องรอยขีดข่วน ปรับขั้นตอนแต่ละขบวนการ ให้เนื้อสี มีความใส (ไม่ขุ่น) จนได้มา เป็นสีไฮกรอส (ซึ่งต่อมาอีก 10 ปี ถ้าพูดถึงไฮกรอส ในโรงงานจะหมายถึงสี PE เท่านั้น) การใช้โพ ลียูรีเทน มีคุณสมบัติแข็งแรง ทนต่อการขูดขีดและสารเคมีสูง ชั้นฟิล์มหนา เหนียว แข็ง ทนต่อการขัดสีสูง ยึดเกาะผิวหน้าดี ทนต่อสารเคมี ให้ค่าความเงาผิว 100% เป็นงานพ่นเคลือบที่แห้งช้า แต่ให้ความเงางามจนสามารถสะท้อนเงาได้ ทนความร้อน ความชื้น รักษาเนื้อไม้ไม่โป่งพอง   ถ้าเอาเล็บขูดลงไปจะไม่เกิดรอยให้เห็น ต้องอาศัยช่างที่ชำนาญเป็นพิเศษในการทำ เนื่องจากโมเลกุลของโพลียูรีเทนมีขนาดที่เล็กมากจึงทำให้โมเลกุลของน้ำไม่สามารถ แทรกซึมผ่านชั้นสีได้ ทำให้หน้าบานที่พ่นด้วยโพลียูรีเทนอย่างถูกวิธีจะไม่ซีดหรือเปลี่ยนสี หรือในกรณีที่พ่นสีขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลืองการพ่นในแต่ละครั้งต้องทิ้งให้แห้งราว 8 ชั่วโมง จึงจะสามารถพ่นทับชั้นต่อไปได้ การพ่นด้วยโพลียูรีเทนนั้นจึงต้องทำที่โรงงานเท่านั้น ไม่สามารถทำหน้างานได้เลย    พบได้ในงานครัวคุณภาพสูง

ทั้งนี้ช่างติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ ควรมีความรู้เกี่ยวกับการขั้นตอนการผลิตสีไฮกรอส  โดยทั่วไป ต้องมีการพ่นสีประเภทต่างๆ ทั้งหมดรวมแล้ว ไม่ต่ำกว่า 6 ขั้นตอน (ขั้นตอนงานที่ผลิตในต่างประเทศ จะต้องพ่นประมาณ 10-12 ขั้นตอน) ดังนั้น สีที่ใช้ในงานรับเหมาทั่วไป ส่วนใหญ่ จึงเป็นสีพ่นรถยนต์ ที่นำมาประยุกต์ใช้แทนสี PE Hi Gloss ซึ่งข้อแตกต่าง ที่น่าจะเห็นได้ชัดเจน คือ ในส่วนของสี PE Hi Gloss จะมีขั้นตอนการพ่นสีรองพื้นกันยาง และสี PE Hi Gloss เมื่อทำสีสำเร็จ จะมีคุณสมบัติปกป้องความร้อนได้ระดับที่ สามารถนำบุหรี่ หรือธูป ที่ติดไฟ มาดับบนพื้นผิว โดยไม่เกิดความเสียหายได้ สำหรับปัจจุบันด้วยเรื่องราคาต้นทุนต่างๆ ที่มีการแข่งขันกันอยู่รุนแรง จึงทำให้ได้มีการพัฒนา สีแลคเกอร์ และ สี PU ให้เป็นสีลักษณะ Hi Gioss เพื่อลดต้นทุนในการผลิตลงจะได้นำไปแข่งขันกับจีนและเวียดนามได้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *